รู้จักพื้น CrystalFloor Concrete Polishing ครบ จบในหน้าเดียว

CrystalFloor Concrete Polishing คืออะไร?

CrystalFloor Concrete Polishing หรือที่เรียกกันว่า พื้นคอนกรีตขัดเงา เป็นโซลูชันพื้นคอนกรีตที่ให้ทั้งความแข็งแรง ทนทาน และสวยงามในระยะยาว เป็นกระบวนการขัดพื้นคอนกรีตให้เรียบ เงางาม และทนทาน โดยใช้เครื่องขัดพื้นเฉพาะทางร่วมกับใบขัดเพชรและน้ำยาปรับสภาพพื้นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของคอนกรีต ทำให้พื้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่เป็นฝุ่น และทำความสะอาดง่ายขึ้น เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความทนทานและความสวยงาม เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โกดังสินค้า ห้องเย็น โชว์รูม ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และอาคารสำนักงาน

CrystalFloor เป็นชื่อแบรนด์สินค้าไม่ใช่ประเภทพื้น พัฒนาโดย บริษัท เรพฟลอร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญงานพื้นอุตสาหกรรม

CrystalFloor Concrete Polishing ไม่ใช่แค่ประเภทพื้นคอนกรีตขัดเงาทั่วไป หรือ ประเภทพื้นแบบ Epoxy , PU แต่เป็น แบรนด์คุณภาพระดับสูง ที่ได้รับการพัฒนาโดย บริษัท เรพฟลอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขัดเงาคอนกรีตที่มีประสบการณ์ยาวนาน การขัดพื้นด้วยระบบ CrystalFloor Concrete Polishing นั้นใช้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย เครื่องมือและน้ำยาคุณภาพสูง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเนื้อคอนกรีต ทำให้พื้นเงางาม ทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนาน 

คุณสมบัติของ CrystalFloor Concrete Polishing

1. แข็งแรงและทนทานสูง

พื้น CrystalFloor Concrete Polishing มีความทนทานต่อแรงกระแทก การเสียดสี และการใช้งานหนัก เช่น ทนล้อรถโฟล์คลิฟท์หรือเครื่องจักรกลหนักได้ดี เนื่องจาก น้ำยาซีลิเกต (Silicate Densifier) ที่ใช้ในกระบวนการขัดพื้นจะทำปฏิกิริยากับแคลเซียมอิสระในคอนกรีต ก่อให้เกิดผลึก Calcium Hydroxyl Silicate ที่ช่วยเสริมความหนาแน่นของพื้น ทำให้พื้นมีความแข็งแรงกว่าคอนกรีตทั่วไป

2. ดูแลรักษาง่าย ไม่เป็นฝุ่น และดันฝุ่นได้ง่ายๆ

  • พื้นที่ผ่านการขัด CrystalFloor Concrete Polishing จะมีผิวคอนกรีตที่หนาแน่น ลดรูพรุน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและสิ่งสกปรก
  • ผิวพื้น CrystalFloor Concrete Polishing มีความแข็ง และเรียบ จึงใช้งานดันฝุ่น และทำความสะอาดได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมี
  • ไม่ต้องใช้ WAX เคลือบเงาซ้ำบ่อย ๆ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

3. เพิ่มการสะท้อนแสง ช่วยประหยัดพลังงาน

พื้น CrystalFloor Concrete Polishing มีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงดีเยี่ยม ทำให้พื้นที่ดูสว่างขึ้นโดยไม่ต้องใช้แสงไฟมาก ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า เหมาะสำหรับ โกดัง โรงงาน และอาคารสำนักงาน ที่ต้องการแสงสว่างเพียงพอในการทำงาน

4. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  • ไม่ต้องใช้สารเคมีเคลือบผิวมากมายเหมือนพื้นประเภทอื่น เช่น พื้น Epoxy และพื้น PU
  • ลดการใช้วัสดุเพิ่มเติม ทำให้เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและช่วยลดภาวะโลกร้อน

5. ปรับแต่งลวดลายและระดับความเงาได้

  • สามารถเลือกขัดพื้นได้ 3 ระดับ
    • Creampolish (ขัดแบบไม่เห็นทราย)
    • Salt & Pepper (ขัดเห็นเม็ดทราย)
    • Stone Expose (ขัดเห็นเม็ดหิน)

สามารถปรับปรุงพื้นเก่าที่เสียหายให้กลับมาแข็งแรงและใช้งานได้ใหม่ ด้วยการขัด Resurface โดยไม่ต้องสกัดเทคอนกรีตใหม่

กระบวนการทำ CrystalFloor Concrete Polishing

เตรียมพื้นคอนกรีตใหม่

  1. พื้นต้องมีความแข็งแรงคอนกรีตต้องมีความแข็งไม่น้อยกว่า 240 KSC
  2. ในขณะที่ทำการเทคอนกรีต ต้องใช้เครื่องจี้คอนกรีตเพื่อไล่ฟองอากาศออกให้ได้มากที่สุด
  3. เหล็กเสริมในคอนกรีตต้องอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าผิวคอนกรีตประมาณ 2-3 ซม
  4. ผิวคอนกรีตที่เตรียมต้องเป็นผิวขัดมันโดยใช้เครื่องขัดมันในการบดอัดผิวให้แน่นสภาพดี และไม่โรยผงปูน

ขั้นตอนการทำพื้น CrystalFloor Concrete Polishing

ขั้นตอนที่ 1 ขัดหยาบ (Grinding)

ใช้เครื่องขัดติดใบขัดเพชรเหล็ก (Salt & Pepper หรือ Stone Expose) เพื่อขจัดสิ่งสกปรก และเปิดผิวคอนกรีตชั้นที่แข็งแรงน้อยออกจนเผยชั้นที่แข็งแรงมากขึ้น ทำให้พื้นเรียบและพร้อมสำหรับการขัดละเอียด

ขั้นตอนที่ 2 ขัดละเอียด (Honing)

ใช้ใบขัดที่มีความละเอียดสูงขึ้นทีละระดับเพื่อลดรอยหยาบและเพิ่มความเรียบเนียนของพื้นผิว

ขั้นตอนที่ 3 ใช้สารเคมีเพิ่มความแข็งแรง (Densifying)

ใช้น้ำยาซิลิเกต Densifier ซึมเข้าสู่พื้นคอนกรีตเพื่อสร้างผลึกเสริมความแข็งแรง ปิดรูพรุน และเพิ่มความหนาแน่นของพื้นคอนกรีต ช่วยป้องกันการขูดขีดและลดการดูดซับคราบสกปรก

ขั้นตอนที่ 4 ขัดเงา (Polishing)

ใช้เครื่องขัดที่ติดใบขัดเพชรละเอียดสูงเพื่อเพิ่มระดับความเงางามของพื้นผิว จนได้เงาตามต้องการ

ขั้นตอนที่ 5 เคลือบปิดผิว (Stain Protection)

เคลือบปิดผิว (Stain Protection) – ทาน้ำยาเคลือบบางๆ เพื่อเสริมความสวยงาม และป้องกันน้ำและคราบสกปรก ทำให้พื้นดูใหม่อยู่เสมอและเพิ่มความทนทานในการใช้งานระยะยาว

การตรวจสอบมาตรฐานความแข็งของพื้น CrystalFloor Concrete Polishing

การทดสอบค่าความแข็งของพื้น CrystalFloor Concrete Polishing ทำโดยใช้วิธีมาตรฐานที่ใช้ Hardness Test หรือวัสดุที่มีระดับความแข็งแตกต่างกันนำมาขูดพื้นคอนกรีตที่ผ่านการขัดเงาแล้ว หากเหล็กชนิดใดสามารถขูดพื้นจนเกิดรอย แสดงว่าพื้นมีค่าความแข็งต่ำกว่าค่าของเหล็กชิ้นนั้น

วัสดุที่ใช้ทดสอบมีค่าความแข็งตั้งแต่เบอร์ 2 ถึงเบอร์ 9 ซึ่งสามารถใช้เพื่อระบุระดับความแข็งของพื้นได้อย่างแม่นยำ การมีค่าความแข็งที่สูงช่วยให้พื้นสามารถทนต่อการสึกหรอได้ดี ลดการเกิดรอยขีดข่วนและการเสื่อมสภาพในระยะยาว

มาตรฐานความแข็งของพื้น CrystalFloor Concrete Polishing เมื่อทำการทดสอบ จะต้องขูดวัสดุแข็งเบอร์ 2- 7 แล้วไม่เข้าเนื้อคอนกรีต หรือความแข็งของผิวเนื้อคอนกรีตที่ทำเสร็จแล้วจะต้องไม่ต่ำกว่าเบอร์ 7 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวัดค่าความแข็งของวัสดุทดสอบได้ที่: Wikipedia – มาสตราโมส

การตรวจสอบมาตรฐานความเงาของพื้น CrystalFloor Concrete Polishing

การตรวจสอบค่าความเงาของพื้นสามารถทำได้โดยใช้ เครื่องวัดค่าความเงา (Glossmeter) ซึ่งช่วยประเมินระดับความเงางามของพื้นผิวได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น กระจกทั่วไปจะมีค่าความเงาประมาณ 80-100 GU ในขณะที่พื้นคอนกรีตทั่วไปที่ไม่ได้ขัดเงาจะอยู่ที่ประมาณ 0-10 GU

สำหรับ CrystalFloor Concrete Polishing ค่าความเงาต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่า 30 GU ขึ้นไป เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นมีความเงางาม คงทน และให้ประสิทธิภาพสูงสุดในด้านการสะท้อนแสงและความสวยงาม

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวัดค่าความเงาพื้นได้ที่: Glossmeter Wikipedia

เปรียบเทียบ CrystalFloor Concrete Polishing กับพื้นเคลือบ WAX

1. ความทนทานและอายุการใช้งาน

• CrystalFloor Concrete Polishing มีความทนทานสูงกว่าพื้นเคลือบ WAX เนื่องจากเป็นการเสริมความแข็งแรงของเนื้อคอนกรีตโดยตรง ไม่ใช่เพียงการเคลือบผิวด้านบน

• พื้นเคลือบ WAX ต้องมีการเคลือบซ้ำบ่อย ๆ เพราะ WAX สามารถสึกหรอได้เร็วจากการใช้งานหนัก

2. การดูแลรักษาและค่าใช้จ่ายระยะยาว

• พื้น CrystalFloor Concrete Polishing มีความเรียบแน่นมากกว่าพื้นเคลือบ WAX ทำให้สามารถ ถูพื้นและดันฝุ่นได้ง่ายกว่า เพราะพื้นไม่มีการลอกหลุดของชั้น WAX เหมือนพื้นเคลือบทั่วไป

• พื้น CrystalFloor Concrete Polishing ไม่ต้องใช้ WAX เคลือบซ้ำ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระยะยาว

• พื้นเคลือบ WAX ต้องมีการลง WAX ซ้ำบ่อยครั้ง เพิ่มต้นทุนด้านแรงงานและวัสดุ

3.ความเงางามและประสิทธิภาพการสะท้อนแสง

• พื้น CrystalFloor Concrete Polishing มีความเงางามแบบธรรมชาติจากกระบวนการขัดเงา ทำให้พื้นสะท้อนแสงได้ดีและคงทน

• พื้นเคลือบ WAX ให้ความเงางามในช่วงแรก แต่เมื่อน้ำยาเสื่อมสภาพอาจต้องทำการเคลือบใหม่เสมอ

4. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

• พื้น CrystalFloor Concrete Polishing ไม่ต้องใช้สารเคมีเคลือบมากมาย จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

• พื้นเคลือบ WAX ต้องใช้สารเคมีบ่อยครั้ง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้ใช้งาน

เปรียบเทียบ CrystalFloor Concrete Polishing กับพื้น Epoxy และพื้น PU

1. ความทนทานและอายุการใช้งาน

• CrystalFloor Concrete Polishing มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าพื้น Epoxy และ PU เนื่องจากเป็นการเสริมความแข็งแรงของเนื้อคอนกรีตโดยตรง ไม่ใช่แค่การเคลือบผิวที่ต้องบำรุงรักษาและซ่อมแซมบ่อย ๆ

• CrystalFloor Concrete Polishing มีความทนทานสูง ไม่เกิดรอยขีดข่วนง่าย และไม่หลุดร่อน ทนการขูดสีได้มากกว่า พื้น Epoxy และพื้น PU

• CrystalFloor Concrete Polishing  ไม่กลัวความชื้น ต่างจากพื้น Epoxy และพื้น PU เมื่อพบเจอความชื้นมักมีการบวม และ หลุดร่อน

• พื้น Epoxy และพื้น PU มีความยืดหยุ่นสูงกว่า และทนต่อสารเคมีได้ดีกว่า CrystalFloor Concrete Polishing

• พื้น Epoxy และพื้น PU มีสีสม่ำเสมอมากกว่า และ เลือกสีได้ดีกว่า CrystalFloor Concrete Polishing

2. การดูแลรักษาและค่าใช้จ่ายระยะยาว

• CrystalFloor Concrete Polishing ต้องการการดูแลรักษาน้อย ไม่ต้องเคลือบซ้ำ และไม่ต้องกังวลเรื่องการหลุดลอกของชั้นเคลือบ เพราะไม่เพิ่ม Layer จึงไม่มีการหลุดร่อน

• พื้น Epoxy และ PU ต้องมีการบำรุงรักษาและเคลือบซ้ำเมื่อเกิดรอยขีดข่วนหรือหลุดร่อน ซึ่งเพิ่มต้นทุนในระยะยาว

3. ความเงางามและประสิทธิภาพการสะท้อนแสง

• CrystalFloor Concrete Polishing มีความเงางามจากกระบวนการขัดผิว ไม่ต้องพึ่งการเคลือบเงา และช่วยสะท้อนแสงได้ดี

• พื้น Epoxy มีความเงางามสูงในช่วงแรก แต่เมื่อใช้งานไปอาจเกิดรอยขีดข่วน ทำให้ผิวหมอง

• พื้น PU มีผิวด้านมากกว่าพื้น Epoxy และ CrystalFloor Concrete Polishing

4. ความเหมาะสมในการใช้งาน

• CrystalFloor Concrete Polishing เหมาะสำหรับ โรงงานอุตสาหกรรม, โกดังสินค้า, ศูนย์กระจายสินค้า และพื้นที่ที่ต้องการพื้นแข็งแรงและทนทาน

• พื้น Epoxy และ พื้น PU เหมาะสำหรับ ไลน์ผลิต โรงงานอาหาร, โรงพยาบาล, พื้นที่ต้องการสีสม่ำเสมอ เรียบเนียน , และพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับสารเคมีรุนแรง

ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือก CrystalFloor Concrete Polishing

1. วัตถุประสงค์ของพื้น

ต้องการพื้นที่มีความแข็งแรง หรือสีสม่ำเสมอ หรือทนสารเคมีเป็นหลัก?

2. การเตรียมพื้นคอนกรีต

หากเป็นพื้นใหม่ ควรวางแผนการขัดตั้งแต่ขั้นตอนเทคอนกรีต

3. เลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์

การขัดพื้นต้องใช้เทคนิคและเครื่องมือเฉพาะทาง ควรเลือกช่างที่มีความชำนาญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพราะหากพื้นไม่ได้มาตรฐาน อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการรื้อและทำใหม่ ดังนั้นการเลือกใช้บริการที่มีคุณภาพตั้งแต่แรกจะช่วยลดต้นทุนและปัญหาในระยะยาว

4. การพิจารณาคุณภาพและโครงสร้างของคอนกรีต

CrystalFloor Concrete Polishing เป็นกระบวนการที่ทำงานบนพื้นผิวของคอนกรีต (Surface) ดังนั้น หากโครงสร้างคอนกรีตเดิมมีความเสียหาย แม้ว่าจะขัดเงาและเสริมความแข็งแรงของผิวหน้าได้ แต่ก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้ เช่น หากภายในคอนกรีตมีโพรงอากาศหรือโครงสร้างอ่อนแอ อาจทำให้พื้นแตกร้าวและเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ดังนั้น การตรวจสอบคุณภาพของคอนกรีตเดิมก่อนดำเนินการขัดเงาจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพและคงทน

สรุป

CrystalFloor Concrete Polishing – พื้นคอนกรีตขัดเงาที่แข็งแรง ทนทาน และง่ายต่อการดูแลรักษา ไม่เป็นฝุ่นในระยะยาว

หากคุณกำลังมองหาพื้นคอนกรีตที่มีทั้งความแข็งแรง ทนทาน และความสวยงามเหนือระดับ CrystalFloor Concrete Polishing คือทางเลือกที่สมบูรณ์แบบ ไม่เพียงช่วยลดฝุ่น ทนทานงานหนัก ใช้งานได้ระยะยาว แต่ยังสะท้อนแสงดีเยี่ยม ลดต้นทุนพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและทีมงานมืออาชีพจาก บริษัท เรพฟลอร์ จำกัด เราพร้อมให้คำแนะนำและบริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ สนใจปรึกษาหรือขอใบเสนอราคา ติดต่อเราวันนี้เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ของคุณให้เงางาม ทนทาน และง่ายต่อการดูแลรักษาตลอดอายุการใช้งาน! 

สอบถามผู้เชี่ยวชาญ